DGRIE – Action Back – ความเป็นมาของ Action Back หรือ Bi-Swing Back ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการออกแบบเสื้อผ้าบุรุษที่ผสาน “ความสง่างาม (Elegance)” เข้ากับ “ฟังก์ชันการใช้งาน (Utility)” ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ




ประวัติศาสตร์ของดีเทลนี้มีรากฐานมาจากความต้องการอิสระในการเคลื่อนไหวของสุภาพบุรุษในยุคก่อน
1. จุดเริ่มต้น: ยุคแห่งกีฬากลางแจ้งและการล่าสัตว์ (ช่วงปลายศตวรรษที่ 19)
ต้นกำเนิดที่แท้จริงของ Action Back มาจากชนชั้นสูงในอังกฤษที่นิยมการล่าสัตว์ (Shooting & Hunting) ในชนบท
The Norfolk Jacket: เป็นเสื้อแจ็คเก็ตยุคแรกๆ ที่ริเริ่มใช้จีบขยายด้านหลัง (มักจะเป็น Box Pleat หรือสายคาด) เพื่อแก้ปัญหาสำคัญคือ การประทับปืนยาว เมื่อผู้สวมใส่ต้องยกแขนและยืดตัวไปด้านหน้าเพื่อเล็งปืน แจ็คเก็ตแบบดั้งเดิมจะรั้งช่วงสะบักจนทำให้เสียจังหวะ การเพิ่มจีบซ่อนไว้ที่วงแขนด้านหลังทำให้เนื้อผ้าขยายออกตามระยะการยืดของแขนได้โดยที่ทรงเสื้อไม่เสีย
2. ยุคทองแห่งทศวรรษ 1930s และที่มาของคำว่า “Bi-Swing”
ในช่วงยุค 1920s – 1930s (Golden Age of Menswear) ดีเทลนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและถูกพัฒนาให้ดูประณีตขึ้นเมื่อเข้าสู่วงการ กีฬากอล์ฟ
The “Swing”: นักกอล์ฟต้องการเสื้อแจ็คเก็ตที่ใส่แล้วดูภูมิฐานตามธรรมเนียม แต่ต้องสามารถ “สวิงไม้กอล์ฟ” ได้สุดวงแขนโดยที่เสื้อไม่รั้งหรือร่นขึ้นมา จึงเป็นที่มาของคำว่า “Bi-Swing” (หมายถึงวงสวิงของแขนทั้งสองข้าง)
ในยุคนี้ Action Back ถูกนำมาใช้กับ Sports Jacket ผ้า Tweed อย่างแพร่หลาย กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตคลาสสิกสำหรับวันพักผ่อนของสุภาพบุรุษ
3. การประยุกต์ใช้ในเครื่องแบบทหารและวิศวกรรมการบิน (ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2)
ฟังก์ชันที่ยอดเยี่ยมของมันถูกดึงไปใช้ในเครื่องแบบทหารอย่างจริงจัง เพื่อเน้นความคล่องตัวในการรบและการทำงานในพื้นที่จำกัด
Flight Jackets: เสื้อแจ็คเก็ตหนังของนักบิน (เช่น รุ่น G-1 หรือ M-422a ของกองทัพเรือสหรัฐฯ) มีการใช้ Bi-Swing Back อย่างชัดเจน เพื่อให้นักบินสามารถเอื้อมมือไปกดปุ่มหรือดึงคันบังคับในห้องนักบินที่แคบมากๆ ได้สะดวก
Field Jackets: เสื้อทหารราบอย่าง M-1941 ก็มีการใช้จีบด้านหลังเพื่อให้ทหารขยับตัวและใช้อาวุธได้คล่องแคล่วที่สุด
มุมมองด้านเทคนิคในงานเทเลอร์ (Tailoring Perspective)
การทำ Action Back หรือ Bi-Swing Back เป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำแพทเทิร์นสูงมาก ไม่ใช่แค่การเผื่อผ้าพับไว้ธรรมดา:
The Internal Elastic (กลไกซ่อนด้านใน): ในงานคัสตอมเทเลอร์ระดับสูง ช่างมักจะเย็บ ยางยืด (Elastic Band) แบนๆ ซ่อนไว้ด้านในซับหลัง (Lining) เพื่อดึงรั้งจีบ Bi-Swing เอาไว้ ดังนั้นเวลาที่ผู้สวมใส่ปล่อยแขนลงข้างลำตัว ยางยืดจะดึงจีบให้พับปิดสนิท เรียบเนียนไปกับวงแขนและแผ่นหลังทันที ทำให้ดูเนี๊ยบเหมือนแจ็คเก็ตปกติ
Pattern Drafting: ต้องคำนวณความลึกของจีบ (Pleat Depth) ให้พอดีกับสัดส่วนของผู้สวมใส่ หากเผื่อจีบลึกเกินไปจะดูเทอะทะ หากน้อยเกินไปก็จะไม่ตอบโจทย์เรื่องการขยับตัว
ในปัจจุบัน การใส่รายละเอียด Action Back ลงในแจ็คเก็ต ไม่ว่าจะเป็น Safari Jacket, ลินินแจ็คเก็ต หรือแม้แต่สูทแบบสปอร์ต ถือเป็นการโชว์ศักยภาพของแบรนด์เทเลอร์ที่เข้าใจทั้งประวัติศาสตร์คลาสสิกและกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ของผู้สวมใส่อย่างแท้จริงครับ







